การทำจ่ายเงินเดือน และ การหักภาษีของลูกจ้างรายเดือนทำอย่างไร??
การทำจ่ายเงินเดือน และ การหักภาษีของลูกจ้างรายเดือนทำอย่างไร??

การทำจ่ายเงินเดือน และ การหักภาษีของลูกจ้างรายเดือนทำอย่างไร??

​ประเทศไทยมีกฎหมายที่ไม่ว่าจะเป็น บริษัท พนักงานที่เป็นคนไทย หรือพนักงานชาวต่างชาติ ต้องปฎิบัติตามกฎหมายเดียวกัน บริษัทในประเทศไทยต้องปฏิบัติตามกฎหมาย คือ การจ่ายภาษีต่างๆ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีนิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT) และภาษีทรัพย์สิน รวมไปถึง การส่งเงินสมทบประกันสังคม (SSF) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไปตามที่กฎหมายกำหนด และมีรายได้เกิดขึ้น ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยปกติจัดเก็บเป็นรายปี รายได้ที่เกิดขึ้นในปีใดๆ ผู้มีรายได้มีหน้าที่ต้องนำไปแสดงรายการตนเอง ตามแบบแสดงรายการภาษีที่กำหนด ภายในเดือนมกราคม ถึงมีนาคมของปีถัดไป สำหรับผู้มีเงินได้บางกรณีกฎหมายยังกำหนดให้ยื่นแบบฯ เสียภาษีตอนครึ่งปี สำหรับรายได้ ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงครึ่งปีแรก เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ที่ต้องชำระ และเงินได้บางกรณี กฎหมายกำหนดให้ ผู้จ่ายทำหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินได้ที่จ่ายบางส่วน เพื่อให้มีการทยอยชำระภาษี ขณะที่มีเงินได้เกิดขึ้นอีกด้วยปัจจุบันใช้วิธีเสียภาษีแบบขั้นบันได ซึ่งอัตราภาษีในปี 2563 เป็นดังนี้

อัตราภาษีแบบขั้นบันได

- รายได้ 0-150,000 บาท ยกเว้นอัตราภาษี

- รายได้ 150,001-300,000 บาท อัตราภาษี 5% (ภาษีที่ต้องเสียสูงสุดในขั้นนี้คือ 7,500 บาท)

- รายได้ 300,001-500,000 บาท อัตราภาษี 10% (ภาษีที่ต้องเสียในขั้นนี้คือ 20,000 บาท)

- รายได้ 500,001-750,000 บาท อัตราภาษี 15% (ภาษีที่ต้องเสียในขั้นนี้คือ 37,500 บาท)

- รายได้ 750,001-1,000,000 บาท อัตราภาษี 20% (ภาษีที่ต้องเสียในขั้นนี้คือ 50,000 บาท)

- รายได้ 1,000,001-2,000,000 บาท อัตราภาษี 25% (ภาษีที่ต้องเสียในขั้นนี้คือ 250,000 บาท)

- รายได้ 2,000,001-5,000,000 บาท อัตราภาษี 30% (ภาษีที่ต้องเสียในขั้นนี้คือ 600,000 บาท)

- รายได้ 5,000,000 บาทขึ้นไป อัตราภาษี 35%

ประกันสังคม คืออะไร?

ประกันสังคม เป็นสวัสดิการที่ทางรัฐมอบให้แก่ลูกจ้าง โดยลูกจ้างและนายจ้างต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามกฎหมาย โดยจะทำการหักเงินจากฐานเงินเดือน 5% สูงสุดไม่เกิน 750 บาท/เดือน เป็นการสร้างหลักประกันสังคมในการดำรงชีวิตของสมาชิกที่มีรายได้ ในการคุ้มครองลูกจ้างจากการเจ็บป่วย ทั้งที่เกิดขึ้นจากการทำงานและนอกเหนือจากการทำงาน ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับประกันสังคมหลัก ๆ จะประกอบไปด้วย (1) ผู้ประกันตน (2) นายจ้าง (3) รัฐบาล

ผู้ประกันตนคือใครกัน?

คำว่า “ผู้ประกันตน” คือลูกจ้างหรือพนักงาน โดยผู้ประกันตนจะต้องเลือกสถานพยาบาลที่ตนเองสะดวก ซึ่งผู้ประกันตนจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน

1. ผู้ประกันตนที่เป็นลูกจ้างตามมาตรา 33 คือลูกจ้างหรือพนักงานประจำที่มีอายุมากกว่า 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีอายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์

2. ผู้ประกันตนที่สมัครใจตามมาตรา 39 คือบุคคลที่เลิกเป็นลูกจ้างประจำหรือลาออกจากงานและเคยเป็นผู้ประกันตนในมาตรา 33 มาไม่ต่ำกว่า 12 เดือนแล้วลาออกมาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน โดยต้องไม่เป็นผู้ทุพพลภาพ ซึ่งหากต้องการเป็นผู้ประกันตนต่อหลังจากลาออกจากงาน ผู้ประกันตนสามารถแจ้งกับสำนักงานภายใน 6 เดือน โดยจะต้องส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

3. ผู้ประกันตนที่เป็นอิสระ ตามมาตรา 40 คือบุคคลที่ทำงานอิสระที่ไม่เคยเป็นผู้ประกันตนในมาตรา 33 และมาตรา 39 มาก่อน โดยต้องมีอายุ 15 – 60 ปี

ทำไมเราต้องจ่ายเงินประกันสังคมทุก ๆ เดือน?

ประกันสังคม คือหลักประกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับการดำรงชีวิตของผู้ประกันตน ทั้งการเจ็บป่วย การรักษาพยาบาล การคลอดบุตร ทุพพลภาพ ว่างงาน สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และตาย ประกันตนจะทำให้ผู้ประกันตนได้รับการดูแลและการทดแทนรายได้ อย่างเช่นเมื่อผู้ประกันตนต้องการพบแพทย์ยามป่วยไข้ ก็สามารถใช้สิทธิประกันสังคมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษา นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมายที่ผู้ประกันตนจะได้รับ

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพคืออะไร?

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ Provident Fund คือกองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้น โดยเงินของกองทุนมาจากเงินที่ลูกจ้างจ่าย ส่วนหนึ่งเรียกว่า “เงินสะสม“ และนายจ้างจ่ายเงินเข้าอีกส่วนหนึ่งเรียกว่า “เงินสมทบ” กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นลักษณะของสวัสดิการที่นายจ้างมีให้กับลูกจ้าง เพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินให้แก่ลูกจ้างที่เป็นพนักงานบริษัทเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ โดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐผ่านกฎหมายที่เรียกว่า “พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ”

ความสำคัญและประโยชน์ของการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

สนับสนุนลูกจ้างมีการออมอย่างต่อเนื่อง มีวินัย และมีเงินสมทบจากนายจ้างแล้ว ยังมีการนำเงินไปบริหารให้เกิดดอกผลงอกเงยโดยผู้บริหารมืออาชีพ และดอกผลที่เกิดขึ้นจะนำมาเฉลี่ยให้กับสมาชิกกองทุนทุกคน ตามสัดส่วนของเงินที่แต่ละคนมีอยู่ในกองทุน การที่ผู้ประกอบการมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะช่วยทำให้พนักงานมากความสามารถอยู่ทำงานด้วยนานขึ้น จนอาจถึงช่วงวัยเกษียณเลย เนื่องจากถือเป็นขวัญกำลังใจ และทำให้พนักงานรู้สึกมีความมั่นคงหากทำงานไปนาน ๆ นั่นเอง

จะได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพคืนเมื่อไร?

สมาชิกกองทุนมีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนเมื่อความเป็นสมาชิกสิ้นสุดลง โดยจะได้รับส่วนของเงินสะสมเต็มจำนวนทุกกรณี พร้อมทั้งผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากเงินสะสม สำหรับในส่วนของเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากเงินสมทบ สมาชิกจะได้รับตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อบังคับกองทุน ที่กำหนดขึ้นโดยหน่วงงานที่คุณทำงานอยู่ โดยปกติจะมีลำดับขั้นการได้รับเงินสมทบ ซึ่งแต่ละแห่งจะกำหนดเอาไว้ไม่เหมือนกัน

กรณีที่มีการเปลี่ยนงาน

ในกรณีที่มีการเปลี่ยนงาน สมาชิกอาจขอคงเงินไว้ในกองทุนของนายจ้างเดิมเป็นการชั่วคราว เพื่อรอโอนเงินจากกองทุนเดิมไปออมต่อในกองทุนนายจ้างรายใหม่ ซึ่งเป็นการออมอย่างต่อเนื่องในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทั้งนี้ เพื่อสมาชิกจะได้มีเงินออมจำนวนที่มากพอเมื่อถึงวันเกษียณอายุ และมีชีวิตในวัยเกษียณอย่างมีคุณภาพ นอกจากนี้ การออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไว้จนเกษียณอายุ เงินที่รับออกจากกองทุนจะได้รับยกเว้นภาษีทั้งจำนวนด้วยนะคะ

ลดหย่อนภาษีได้

ภาษีเป็นเรื่องใหญ่และหนักหนาสาหัสมากในการทำธุรกิจ ผู้ประกอบการหลายคนจึงหาหนทางและวิธีการเพื่อจะลดหย่อนภาษี ซึ่งการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสามารถให้คำตอบในส่วนนี้ได้ค่ะ โดยบริษัทที่ทำการจดทะเบียนจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและจ่ายเงินสมทบให้กับพนักงานเป็นประจำ สามารถนำไปหักได้ตามค่าใช้จ่ายตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของค่าจ้างในแต่ละระยะเวลารอบบัญชีของบริษัท จึงสามารถลดทอนเรื่องค่าใช้จ่ายในส่วนของภาษีไปได้ส่วนหนึ่งค่ะ ในส่วนของพนักงาน สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในตอนปลายปีได้ สูงสุดไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง หรือไม่เกินปีละ 300,000 บาท

ในกรณีที่สองคือ หากคุณมีอายุงานเกิน 5 ปีขึ้นไป ไม่ต้องเสียภาษีในส่วนของเงินสะสมเช่นกัน ส่วน “เงินสมทบของนายจ้าง” และ “ผลประโยชน์ของเงินสะสม” สามารถนำไปหักค่าใช้จ่ายตามปีที่เราสะสมเงินไว้ได้ปีละ 7,000 บาท ส่วนเหลือเท่าไรนั้น ให้นำไปหักออกได้อีกครึ่งหนึ่ง แล้วถึงจะนำเงินที่เหลือไปรวมเป็นรายได้สุทธิที่ต้องคำนวณภาษีเงินได้ค่ะ

ข้อบังคับสําหรับนายจ้างในประเทศไทย

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย คืออะไร ??

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย คือ เงินที่คน “จ่าย” ที่จดทะเบียนเป็นบริษัทหรือนิติบุคคลต้อง “หัก” ไว้ ก่อนที่จะจ่ายเงินให้กับคนรับที่เป็นนิติบุคคล หรือ คนธรรมดาก็ได้ นำส่งเป็นภาษีให้สรรพากรไม่เกินวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

การหักภาษี ณ ที่จ่าย แบ่งจากผู้รับเงินได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. บุคคลธรรมดา : หักภาษี ณ ที่จ่าย กับผู้รับเงินที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ใช้แบบ ภ.ง.ด.

2. นิติบุคคล : หักภาษี ณ ที่จ่าย กับผู้รับเงินที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ใช้แบบ ภ.ง.ด.53

หวังว่าเราจะตอบคำถามได้หมดทุกข้อนะคะ ถ้าหากมีใครกำลังสนใจที่จะใช้บริการบริษัทจัดหางานทั้งในฝั่งผู้สมัคร หรือบริษัทอยากจะให้เราช่วยในการจัดหาพนักงานสามารถติดต่อเราโดยตรงได้ที่info@ssrecruitment.comหรือสำหรับผู้สมัคร เรามีงานใหม่ๆมานำเสนอตลอดที่ https://www.ssrecruitment.com/jobs

Smart Search Recruitmentมีข้อมูลที่มีสาระสนุกๆและเป็นประโยชน์เกี่ยวกับงานทรัพยาการบุคคล การจัดหางาน และการทำจ่าย outsource งาน HR มาแชร์กับทุกคน ติดตามข่าวสารของเราที่ 
Facebook: Smart Search Recruitment
Twitter: SmartsearchBKK
Instagram:SS.Recruitment

Subscribe to our newsletter