ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2563
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2563

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2563

หากกล่าวถึงเรื่องภาษีเงินได้แล้ว แน่นอนว่าหน่วยงานที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ กรมสรรพากร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับภาษีเงินได้ทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้การจัดเก็บภาษีทั้งสองประเภทนั้นมีวิธีการคำนวณที่แตกต่างกัน โดยภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บตามอัตราคงที่ของฐานภาษี ขณะที่ภาษีเงินได้บุคคลใช้อัตราก้าวหน้าจากฐานภาษี โดยในบทความนี้จะกล่าวถึงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

หากผู้ใดอยู่ในประเทศไทยเกิน 180 วัน จะถือว่ามีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย โดยเกณฑ์ของภาษีจะใช้เกณฑ์เงินสด ซึ่งรวมถึงเงินได้ที่เกิดจากในประเทศและเงินได้ที่นำเข้ามาให้ประเทศในปีที่ได้รับเงินได้ดังกล่าว อย่างไรก็ตามสำหรับผู้พิการ หรือมีอายุเกิน 65 ปีจะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี

อัตราก้าวหน้าสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

โครงสร้างเงินได้การเสียภาษีกำหนดยกเว้นสำหรับเงินได้สะสมต่ำกว่า 150,000 บาท

เงินได้ตั้งแต่ 150,001 – 300,000 เสียภาษีร้อยละ 5

เงินได้ 300,001 – 500,000 เสียภาษีร้อยละ 10

เงินได้ 500,001 – 750,000 เสียภาษีร้อยละ 15

เงินได้ 750,001 – 1 ล้านบาทเสียภาษีร้อยละ 20

เงินได้ 1,000,001 – 2 ล้านบาทเสียภาษีร้อยละ 25

เงินได้ 2,000,0001 – 5 ล้านบาท เสียภาษีร้อยละ 30

เงินได้ตั้งแต่ 5 ล้านบาทเป็นต้นไปเสียภาษีที่ร้อยละ 35

รายได้ตามเกณฑ์ภาษี (บาท) อัตราภาษี % รายได้สะสม ภาษีเงินได้สะสม

0 – 150,000 0 (ยกเว้น) 150,000 0

150,001 - 300,000 5 300,000 7,500

300,001 - 500,000 10 500,000 27,500

500,001 - 750,000 15 750,000 65,000

750,001 - 1,000,000 20 1,000,000 115,000

1,000,001 - 2,000,000 25 2,000,000 365,000

2,000,001 - 5,000,000 30 5,000,000 1,265,000

5,000,001 และมากกว่า 35

รายการหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน

เช่นเดียวกับหลักเกณฑ์ภาษีของประเทศอื่น กรมสรรพากรของประเทศไทยได้มีการกำหนดรายการหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนต่างๆไว้ เพื่อลดภาระของยอดภาษีที่ต้องนำส่ง

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสามารถหักค่าใช้จ่ายส่วนตัวได้ 60,000 บาทต่อคน ซึ่งมีหลักเกณฑ์จากค่าใช้จ่ายคิดเป็น 50% ของเงินได้ ตามเกณฑ์เงินได้ไม่เกิน 120,000 บาท ลดหย่อนบุตรคนละ 30,000 บาท , ค่าเบี้ยประกันสูงสุด 100,000 บาท, ค่าเบี้ยประกันแบบบำนาญสูงสุด 200,000 บาท และลดหย่อนสำหรับดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับที่อยู่อาศัยอีกสูงสุด 100,000 ยาท นอกจากนี้ยังมีรายการลดหย่อนนส่วนของเงินนำส่งกองทุน เช่นกองทุนประกันสังคมสูงสุด 9,000 บาท และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามอัตราส่วนที่กรมสรรพากรกำหนดดังจะกล่าวรายละเอียดต่อไปนี้

รายการหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อน

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีรายการหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนดังต่อไปนี้

รายการลดหย่อนส่วนตัว

หักค่าใช้จ่าย 50% ของรายได้ สูงสุดที่ 100,000 บาท

ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท

ลดหย่อนคู่สมรส 60,000 บาท (เป็นผู้ไม่มีเงินได้)

ลดหย่อนพ่อแม่ 30,000 บาท ต่อคน (อายุเกิน 60 ปี บริบูรณ์)

ลดหย่อนบุตร 30,000 บาท ต่อคน (บุตรคนที่สองเกิดในปีพศ.2561 เป็นต้นไป)

ค่าคลอดบุตร ตามจริงไม่เกิน 60,000 บาท

ประกันชีวิตและการลงทุน

เพื่อเป็นแรงจูงใจในการเก็บออมเพื่อเกษียณอายุของคนไทย กรมสรรพากรจึงมีรายการลดหย่อนภาษีสำหรับเงินออมเพื่อเกษียณอายุ

ค่าเบี้ยประกันชีวิตสามารถนำมาหักลดหย่อนจากเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ทั้งนี้ต้องเป็นกรมธรรม์ที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขตามประกาศของกรมสรรพากร โดยจัดทำโดยผู้ประกอบการจดทะเบียนในประเทศไทย และเบี้ยประกันสามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

ค่าเบี้ยประกันสุขภาพสามารถนำมาหักลดหย่อนจากเงินได้ที่ต้องเสียภาษีเช่นเดียวกับค่าเบี้ยประกันชีวิต ภายใต้เงื่อนไขตามประกาศกรมสรรพการ โดยจ่ายให้บริษัทประกันภัยที่ดำเนินกิจการในประเทศไทย และลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท

สำหรับรายการลดหย่อยเบี้ยประกันชีวิตและเบี้ยประกันสุขภาพที่สามารถนำมาลดหย่อนจากเงินได้ที่ต้องเสียภาษีรวมกันแล้วสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

ลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต ค่าเบี้ยประกันที่จ่ายจริง สูงสุด 100,000 บาท

ลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพ ค่าเบี้ยประกันที่จ่ายจริง สูงสุด 25,000 บาท

รวมกันแล้วไม่เกิน 100,000 บาท

ค่าเบี้ยประกันสุขภาพสำหรับพ่อแม่ หรือแม้แต่พ่อแม่ของคู่สมรส สามารถนำมาหักลดหย่อนได้เช่นกัน โดยกฎหมายให้ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง โดยยอดรวมสูงสุดที่ 15,000 บาท ทั้งนี้อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่พ่อแม่มีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีไม่เกิน 30,000 บาท และมีเลขบัตรประจำตัวประชาชน ตามเงื่อนไขว่าต้องเป็นประชาชนชาวไทย

ค่าเบี้ยประกันแบบบำนาญ สามารถหักลดหย่อนได้ตามจริงไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี สูงสุด 200,000 บาท

เงินนำส่งกองทุนประกันสังคม ภายใต้กฎหมายประกันสังคมสามารถนำมาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงที่หักไว้ 5% ของเงินได้ ไม่เกิน 9,000 บาท อย่างไรก็ตามในปีพศ.2563 เนื่งอจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิท-19 มีประกาศลดหย่อนเหลือ 1% สำหรับเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2563

เงินนำส่งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารภนำมาหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 15% ของรายได้และไม่เกิน 490,000 บาทจะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเอาไปคำนวณภาษี

ค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF สามารถนำมาลดหย่อนงินได้เสียภาษีไม่เกิน 30% ของเงินได้ แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาท และต้องลงทุนต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 5 ปี และสามารถไถ่ถอนได้เมื่อมีอายุครบ 55 ปี

กองทุนรวมล่าสุดที่ประกาศมีผลใช้ในปี 2563 คือ กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) สามารถนำค่าซื้อหน่วยลงทุนมาลดหย่อนได้ตามจริงสูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้เสียภาษี แต่ต้องไม่เกิน 200,000 บาท ภายใต้เงื่อนไขการถือครองอย่างน้อย 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ โดยสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้ในปีภาษี 2563 – 2567

ทั้งนี้ยอดรวมของรายการค่าเบี้ยประกันสุขภาพสำหรับพ่อแม่, เบี้ยประกันบำนาญ, เงินนำส่งประกันสังคม, เงินนำส่งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ,ค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF และหน่วยลงทุน SSF สามารถนำมาลดหย่อนได้รวมกันแล้วไม่เกิน 500,000 บาท

ค่าเบี้ยประกันสุขภาพสำหรับพ่อแม่ ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 15,000 บาท

ค่าเบี้ยประกันแบบบำนาญ ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 15% เงินได้เสียภาษี แต่สูงสุด 200,000 บาท

เงินนำส่งประกันสังคม ตามที่นำส่งเงินจริง ปกติที่ 5% ของเงินได้ แต่สำหรับงวด มีนาคม - พฤษภาคม ปรับลดเหลือ 1% ของเงินได้

เงินนำส่งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามที่นำส่งจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 15% ของรายได้และไม่เกิน 490,000 บาทจะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเอาไปคำนวณภาษี

ค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF ตามที่ซื้อจริงไม่เกิน 30% ของเงินได้ภาษีทั้งปี สูงสุด 500,000 บาท

ค่าซื้อหน่วยลงทุน SSF ตามที่ซื้อจริงไม่เกิน 30% ของเงินได้ภาษีทั้งปี สูงสุด 200,000 บาท

รวมกันแล้วไม่เกิน 500,000 บาท

ค่าลดหย่อนอสังหาริมทรัพย์

สำหรับผู้ที่มีการกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัยสามารถนำดอกเบี้ยจากการกู้ยืมมาลดหย่อนเงินได้เพื่อเสียภาษีได้ ซึ่งกู้ยืมจากธนาคารหรือสถายันการเงินที่ประกอบกิจการในประเทศไทย

ดอกเบี้ยบ้านที่จ่ายจริงสามารถนำมาลดหย่อนได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

ลดหย่อนดอกเบี้ยเนกู้ (เพื่อที่อยู่อาศัย) ตามดอกเบี้ยที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

กลุ่มเงินบริจาค

กลุ่มเงินบริจาคสามรถแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆคือ กลุ่มที่หักเงินบริจาคได้ 2 เท่า และกลุ่มที่หักเงินบริจาคตามที่จ่ายจริง

กลุ่มที่หักเงินบริจากคได้ 2 เท่าจะต้องเป็นองค์กรการกุศลที่กำหนดโดยรัฐบาลโดยเป็น การบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษา สถานพยาบาลของรัฐ สนับสนุนการกีฬา และเงินบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์ต่างๆ สามารถหักได้ 2 เท่า ตามที่จ่ายจริงแต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 10% ของรายได้พึ่งประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆแล้ว

ส่วนเงินบริจาคทั่วไป ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน

หักเงินบริจาค 2 เท่า สามารถหักได้ 2 เท่า ตามที่จ่ายจริงแต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 10% ของรายได้พึ่งประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆแล้ว

หักเงินบริจาคตามจริง ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน

การจ่ายภาษีและแบบฟอร์มที่ยื่น

ในแต่ละเดือนนายจ้างมีหน้าที่นำส่งเงินและแบบฟอร์มภงด.1 ซึ่งเป็นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ของพนักงาน โดยลูกจ้างมีหน้าที่ในการยื่นแบบภงด.90 และภงด.91 สำหรับยื่นภาษีประจำปี และภาษีครึ่งปี

แบบฟอร์ม การชำระเงิน กำหนดนำส่ง

ภงด.1 หักภาษีและนำส่งทุกเดือน ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (ขยายเวลาถึงภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปสำหรับกายื่นแบบอินเตอร์เน็ต)

สปส.1-10

หักเงินประกันสังคมและนำส่งทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปทั้งส่วนของลูกจ้างและนายจ้าง

ภงด90/91 นำส่งภาษีประจำปี ภายในสิ้นเดือนมีนาคมของปีถัดไปจากปีภาษี (ขยายเวลาถึงสิ้นเดือนสิงหาคมสำหรับปี 2563)

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นรายได้หลักหนึ่งของกรมสรรพากรที่รัซบาลนำไปใช้ในการบริหารประเทศ ในฐานะประชาชนชาวไทยถือเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องรับผิดชอบตัวเองในการศึกษาข้อมูลเกี่ยวภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อการคำนวณและนำส่งยอดที่ถูกต้อง

มาตรการช่วยเหลือทางภาษี สำหรับผู้ประกอบการ สู้โควิด-19

เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ขยายวงกว้างขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อ เศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 การสั่งปิด สถานที่เป็นการชั่วคราว เช่น ห้างสรรพสินค้า การระงับการให้บริการของสถานบริการต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และ ปริมณฑล และในอีกหลายพื้นที่ การงดกิจกรรม อาทิ การแข่งขันกีฬา งานบันเทิง งานอบรมสัมมนา การแสดงสินค้า เป็นต้น ซึ่งส่งผลกับการดำเนินชีวิตของประชาชน คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระทรวงการคลังจัดทำมาตรการให้ความช่วยเหลือเยียวยาที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรเทา ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 และให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนต่อไปได้

ลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจาก 3% เหลือ 1.5% เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการมีสภาพคล่องในการทำธุรกิจมากขึ้น โดยมาตรการนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือ เม.ย - ก.ย. 2563 (ช่วงแรก) เดิมหัก 3% เป็น 1.5% สามารถยื่นได้ทั้งแบบกระดาษและผ่านระบบ e-Withholding Tax และ ต.ค 2563 - ธ.ค. 2564 (ช่วงหลัง) จากเดิม 3% เป็น 2 % โดยการยื่นผ่านระบบ e-Withholding Tax เท่านั้น

การันตี 15 วัน คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้ผู้ประกอบการส่งออก

ยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต จะได้รับเงินคืนภาษีไม่เกิน 15 วัน (จากเดิมใช้เวลาดำเนินการ 30 วัน)

ยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แบบกระดาษ จะได้รับเงินคืนภาษีไม่เกิน 45 วัน (จากเดิมใช้เวลาดำเนินการ 60 วัน)

มาตรการเลื่อนเวลาการชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเลื่อนเวลาการชำระภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2563 เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 สิงหาคม 2563 เพื่อบรรเทาภาระให้แก่ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น

มาตรการเลื่อนเวลาการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยเลื่อนเวลาการชำระภาษีเงินได้ นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังนี้

(1) รอบระยะเวลาบัญชีปี 2562 (ภ.ง.ด. 50) สำหรับกรณีที่จะต้องยื่นรายการชำระภาษีตั้งแต่ วันที่ 1 เมษายน 2563 ถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2563 ออกไปเป็นภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2563 (2) รอบระยะเวลาบัญชีปี 2563 (ภ.ง.ด. 51) สำหรับกรณีที่จะต้องยื่นรายการชำระภาษีตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ถึงวันที่ 29 กันยายน 2563 ออกไปเป็นภายในวันที่ 30 กันยายน 2563 เพื่อให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นจากการเลื่อนชำระภาษีตาม ภ.ง.ด. 50 ประมาณ 120,000 ล้านบาท และจาก การเลื่อนชำระภาษีตาม ภ.ง.ด. 51 ประมาณ 30,000 ล้านบาท

เพิ่มสิทธิลดหย่อน SSF หุ้นไทยอีก 200,000 บาท เพื่อเพิ่มการลงทุนในตลาดทุน กระทรวงการคลังจึงตัดสินใจเพิ่มสิทธิลดหย่อนสำหรับค่าซื้อหน่วยลงทุนใน กองทุนรวมเพื่อการออม ( กองทุน SSF ) ตามที่จ่ายจริงได้ สูงสุดอีก 200,000 บาท ( ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเพดาน 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีเพราะให้สิทธิลดหย่อนตามที่ซื้อจริง) โดยจะเป็นเพดานสิทธิลดหย่อนที่แยกต่างหากจากวงเงินค่าลดหย่อน SSF ปกติ

ทั้งนี้ เงื่อนไขการลงทุนจะไม่เหมือนกับเงื่อนไขการลงทุนในกองทุน SSF ที่ออกมาก่อนหน้านี้ และการลงทุนในกองทุน SSF ตามนโยบายของกระทรวงการคลังจะถูกนับเป็นวงเงินพิเศษ โดยมีเงื่อนไขการลงทุน คือ

  • ต้องมีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างน้อย 65%

  • ซื้อหน่วยลงทุนภายใน 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2563 เท่านั้น

  • ระยะเวลาการถือครอง 10 ปี

ทั้งหมดนี้ คือ มาตรการทางภาษีซึ่งรัฐบาลคาดหวังให้สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา และหากมีเงื่อนไขหรือมาตรการทางภาษีใดๆ เพิ่มเติม จะรีบอัปเดตให้ผู้เสียภาษีทราบทันที​

หวังว่าเราจะตอบคำถามได้หมดทุกข้อนะคะ ถ้าหากมีใครกำลังสนใจที่จะใช้บริการบริษัทจัดหางานทั้งในฝั่งผู้สมัคร หรือบริษัทอยากจะให้เราช่วยในการจัดหาพนักงานสามารถติดต่อเราโดยตรงได้ที่info@ssrecruitment.comหรือสำหรับผู้สมัคร เรามีงานใหม่ๆมานำเสนอตลอดที่ https://www.ssrecruitment.com/jobs

Smart Search Recruitmentมีข้อมูลที่มีสาระสนุกๆและเป็นประโยชน์เกี่ยวกับงานทรัพยาการบุคคล การจัดหางาน และการทำจ่าย outsource งาน HR มาแชร์กับทุกคน ติดตามข่าวสารของเราที่ 
Facebook: Smart Search Recruitment
Twitter: SmartsearchBKK
Instagram:SS.Recruitment

Subscribe to our newsletter