SSR PAYROLLTAX TH HEADER 1024x552

    ประเทศไทยมีกฎหมายที่ไม่ว่าจะเป็น บริษัท พนักงานที่เป็นคนไทย หรือพนักงานชาวต่างชาติ ต้องปฎิบัติตามกฎหมายเดียวกัน ซึ่งบริษัทในประเทศไทยต้องปฏิบัติตามกฎหมาย คือ การจ่ายภาษีต่างๆ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีนิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT) และภาษีทรัพย์สิน รวมไปถึง การส่งเงินสมทบประกันสังคม (SSF) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

    การเป็นพนักงานครั้งแรกในประเทศไทย

    พนักงานใหม่หรือผู้ที่ทำงานครั้งแรกทุกคนจะต้องทำการลงทะเบียน ภายใน 30วันของการเริ่มจ้างงาน กับทางสำนักงานต่างๆไปต่อไปนี้

    • กองทุนประกันสังคม
    • กรมสรรพากร (สำหรับชาวต่างชาติที่ไม่เคยมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรไทยเท่านั้น)
    • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (สำหรับพนักงานที่ทางบริษัทมีนโยบายให้ลงทุนกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ)

    ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไปตามที่กฎหมายกำหนด และมีรายได้เกิดขึ้น ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยปกติจัดเก็บเป็นรายปี รายได้ที่เกิดขึ้นในปีใดๆ ผู้มีรายได้มีหน้าที่ต้องนำไปแสดงรายการตนเอง ตามแบบแสดงรายการภาษีที่กำหนด ภายในเดือนมกราคม ถึงมีนาคมของปีถัดไป ปัจจุบันใช้วิธีเสียภาษีแบบขั้นบันได ซึ่งอัตราภาษี เป็นดังนี้

    อัตราภาษีแบบขั้นบันได

    • รายได้ 0-150,000 บาท ยกเว้นอัตราภาษี
    • รายได้ 150,001-300,000 บาท อัตราภาษี 5% (ภาษีที่ต้องเสียสูงสุดในขั้นนี้คือ 7,500 บาท)
    • รายได้ 300,001-500,000 บาท อัตราภาษี 10% (ภาษีที่ต้องเสียในขั้นนี้คือ 20,000 บาท)
    • รายได้ 500,001-750,000 บาท อัตราภาษี 15% (ภาษีที่ต้องเสียในขั้นนี้คือ 37,500 บาท)
    • รายได้ 750,001-1,000,000 บาท อัตราภาษี 20% (ภาษีที่ต้องเสียในขั้นนี้คือ 50,000 บาท)
    • รายได้ 1,000,001-2,000,000 บาท อัตราภาษี 25% (ภาษีที่ต้องเสียในขั้นนี้คือ 250,000 บาท)
    • รายได้ 2,000,001-5,000,000 บาท อัตราภาษี 30% (ภาษีที่ต้องเสียในขั้นนี้คือ 600,000 บาท)
    • รายได้ 5,000,000 บาทขึ้นไป อัตราภาษี 35%

    ** เปอร์เซ็นต์ที่กล่าวถึงข้างต้นดำเนินการในระดับการทบต้นและไม่ได้แสดงเปอร์เซ็นต์ทั้งหมดต่อระดับ

    ประกันสังคม

    ประกันสังคม เป็นสวัสดิการที่ทางรัฐมอบให้แก่ลูกจ้าง โดยลูกจ้างและนายจ้างต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามกฎหมาย ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับประกันสังคมหลักๆ จะประกอบไปด้วย (1) ผู้ประกันตน (2) นายจ้าง (3) รัฐบาล โดยจะทำการหักเงินจากฐานเงินเดือน 5% สูงสุดไม่เกิน 750 บาท/เดือน (ในสถานการณ์พิเศษ เช่น ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 เงินสมทบลดลงจาก 5% เป็น 1% สำหรับพนักงาน และจาก 5% เป็น 4% สำหรับนายจ้างตั้งแต่เดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2563)

    ประโยชน์: เป็นการสร้างหลักประกันสังคมในการดำรงชีวิตของสมาชิกที่มีรายได้ ในการคุ้มครองลูกจ้างจากการเจ็บป่วยทั้งที่เกิดขึ้นจากการทำงานและนอกเหนือจากการทำงาน การทุพพลภาพ การว่างงาน การคลอดบุตร การเสียชีวิต รวมถึงเงินช่วยเหลือบุตร และบำเหน็จบำนาญชราภาพ

    กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

    กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ Provident Fund คือกองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้น โดยเงินของกองทุนมาจากเงินที่ลูกจ้างจ่าย ส่วนหนึ่งเรียกว่า “เงินสะสม“ และนายจ้างจ่ายเงินเข้าอีกส่วนหนึ่งเรียกว่า “เงินสมทบ” กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นลักษณะของสวัสดิการที่นายจ้างมีให้กับลูกจ้าง เพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินให้แก่ลูกจ้างที่เป็นพนักงานบริษัทเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจต่างๆ โดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐผ่านกฎหมายที่เรียกว่า “พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ”

    กองทุนสำรองเลี้ยงชีพถือได้ว่าเป็นประโยชน์ในการจูงใจให้พนักงานทำงานร่วมกับนายจ้างเพื่อให้อัตราการลาออกของพนักงานลดลงและอัตราการจ่ายเงินสมทบของพนักงานโดยเฉลี่ยอยู่ในช่วง 2 ถึง 15% ของเงินเดือนขั้นพื้นฐานของพนักงาน

    ประโยชน์: 1) เพื่อส่งเสริมการออมของพนักงาน 2) เพื่อให้สมาชิกและครอบครัวของพวกเขาเป็นหลักประกันความมั่นคงในอนาคตในกรณีการลาออก เกษียณอายุ ทุพพลภาพหรือเสียชีวิต 3) ลดภาระภาษีเนื่องจากพนักงานสามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้ ได้มากถึง 500,000 บาทต่อปี (มีเงื่อนไขบางประการ)

    สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ดังนี้

    • หากอายุงานน้อยกว่า 5 ปี จะไม่สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ จำนวนเงินที่ได้รับจะต้องถูกหักภาษีตามปกติ
    • หากไม่มีการเกษียณอายุและอายุงานเกิน 5 ปี ให้หักลดหย่อนภาษีได้
    • หากมีการเลิกจ้างงาน (อายุ 55 ปีขึ้นไป) และสมาชิกภาพ 5 ปีขึ้นไปซึ่งถือเป็นการปลอดภาษี ดังนั้นจึงไม่มีการคำนวณภาษี

    ระเบียบสำหรับนายจ้างในประเทศไทย

    มีข้อบังคับให้นายจ้างในประเทศไทยหักภาษี ณ ที่จ่ายจากรายได้ลูกจ้างทุกเดือน

    ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย

    บริษัทไทยที่จ่ายรายได้ที่ต้องเสียภาษีให้กับบุคคลธรรมดามีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรของประเทศไทย และส่ง ภงด.1 ต่อกรมสรรพากรพร้อมกับนำส่งภาษี

    รายได้ที่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย มาจากเงินเดือนและค่าจ้าง รวมถึงค่าเบี้ยเลี้ยงรายเดือนอื่นๆ และค่าใช้จ่ายครั้งเดียว เช่น ค่าคอมมิชชั่นและโบนัส

    การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย

    สำหรับรายได้ของพนักงาน จะถูกคำนวณเป็นจำนวนเงินต่อปีซึ่งคำนวณโดยการนำรายได้มาคูณกับระยะเวลาชำระรวมในหนึ่งปี กรณีเริ่มทำงานกลางปีจะคำนวณจากรายได้คูณด้วยระยะเวลาชำระทั้งหมดในปีนั้น ตัวอย่างเช่น หากวันที่เริ่มต้นในเดือนเมษายน รายได้จะคูณด้วย 9 (เมษายนถึงธันวาคม) รายได้ต่อปีจะเป็นผลรวมของรายได้ต่อเดือนและค่าใช้จ่ายครั้งเดียว ที่จะถูกนำมาใช้ในการคำนวณ

    หลังจากได้รับรายได้รวมประจำปีแล้วจะคำนวณเช่นเดียวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่รวมค่าลดหย่อนภาษีและเบี้ยเลี้ยงต่างแล้ว ดังนั้นผลลัพธ์ของการคำนวณคือภาษีส่วนบุคคลประจำปี

    กรณีรายได้เพิ่มขึ้นระหว่างปี ยังคงใช้ทฤษฎีรายได้ประจำปี ซึ่งคือการนำจำนวนรายได้ไปคูณด้วยระยะเวลาชำระทั้งหมด และภาษีจะหารด้วยระยะเวลาชำระทั้งหมดด้วย สำหรับค่าใช้จ่ายครั้งเดียวจะไม่ถูกนำมากระจายเป็นรายปี แต่จะถูกหักเฉพาะสำหรับระยะเวลาการชำระเงินในช่วงเวลานั้นเท่านั้น

    ะยะเวลาในการยื่นและนำส่งภาษี

    นายจ้างมีหน้าที่ยื่นภาษี ภงด.1 ทุกเดือน โดยยื่นต่อกรมสรรพากรภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของวันที่ชำระเงิน ข้อยกเว้นสำหรับการยื่นแบบออนไลน์ โดยจะขยายเป็น 15 วัน นับจากวันสิ้นเดือนของวันที่ชำระเงิน

    บทลงโทษสำหรับความล่าช้าในการยื่นและนำส่งภาษี

    • การยื่นที่ล่าช้าจะส่งผลให้มีการปรับเงินเพิ่ม และค่าปรับอื่นๆ
    • ยื่นช้าภายใน 7 วัน ปรับ 100 บาท และหากเกิน 7 วัน ปรับ 200 บาท
    • ค่าปรับจะถูกคำนวณโดยคิดเป็น1.5% ของจำนวนภาษีหัก ณ ที่จ่าย (เศษของเดือนใดๆ จะถูกนับเป็นเดือน)

Get this resource

Or share to your friend